รีวิวเคส new iPad/iPad: Ozaki รุ่น iCoat Slim Y+ ปกป้องรอบด้าน พร้อมปากกาฟรี [iReview Ads]

มีเคสดีๆ มาแนะนำกันอีกแล้วครับ เคส Ozaki รุ่น iCoat Slim Y+ ปกป้องรอบด้านคล้าย Smart Case ของ Apple ที่เพิ่งวางจำหน่ายผ่าน Apple Online Store Thailand ไปไม่นาน ความพิเศษของเคสนี้ไม่ได้มาแค่ปกป้องรอบด้านเท่านั้น ยังมีปากกาสำหรับเขียนหน้าจอสัมผัสอย่าง new iPad หรือ iPad ได้อีกด้วย การันตีการออกแบบชนะเวทีระดับโลกมาแล้ว “a Reddot Design Award Winner for 2012″ การใช้งานสามารถเลือกได้หลากหลายแบบทั้งแนวตั้งและแนวนอน ด้วยการออกแบบที่ทันสมัย ลวดลายให้เลือกหลายแบบ อีกทั้งวัสดุทำความสะอาดง่าย วางใจให้ปกป้อง new iPad/iPad แบบ 360 องศาไปเลย.. แล้วคุณจะหลงรักเคสนี้ มาดูรายละเอียดกันครับ

ก่อนอื่นมาเริ่มรีวิวตั้งแต่กล่องด้านนอก ซึ่งส่วนมากทุกคนต้องอ่านฉลากด้านข้างหลังดูความสวยของเคสอยู่แล้ว หลังจากนั้นเราจะมาแกะกล่องดูรูปโฉมเคสกัน พร้อมทดสอบกับตัวเครื่อง new iPad โดยรีวิวนี้จะใช้ new iPad สีขาว กับเคสที่ได้มาทดสอบเป็นสีชมพู ซึ่งยังมีอีกหลายสีให้เลือกทั้งสีเขียว เทา ฟ้า ดำ น้ำเงินเข้ม และอื่นๆ ดังรูป

ก่อนอื่นขอขอบคุณผู้สนับสนุนจาก www.bbiphone.com ที่ส่งสินค้าดีๆ มาให้ทีมงานร่วมทดสอบครับ

แกะกล่องเจออะไรบ้าง?

ฉลากข้างกล่องเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะเรามองไม่เห็นตัวเคสด้านใน ป้ายแสดงยี่ห้อ Ozaki อย่างชัดเจน ฉลากด้านหน้าและหลังบอกวิธีประกอบเคสใช้งานในหลายๆ รูปแบบ ด้านหลังมีสีให้เลือกหลายสี วัสดุที่ทำกล่องด้านหน้าเป็นพลาสติก ด้านหลังเป็นกระดาษแบบรีไซเคิล รักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อม เคสนี้ใช้ได้ทั้ง iPad 2 และ new iPad

ฉลากด้านหน้าบอกคุณสมบัติของเคสดังนี้

  • มีฝาปิดเปิดแบบแม่เหล็กเหมือน Smart Cover
  • ด้านหลังมีที่เสียบปากกา
  • เมื่อใส่เคสแล้วจะมีความหนาประมาณ 14.5 มิลลิเมตร
  • สามารถเลือกประกอบได้ทั้งแบบแนวตั้งและแนวนอน

รายละเอียดด้านหลังกล่องดังรูปล่าง

บอกคุณสมบัติการใช้งานต่างๆ มีหลายสีให้เลือก อีกทั้งแถมปากกาสำหรับหน้าจอสัมผัสของ Ozaki มาให้อีกด้วย

การใช้งานแบบ 360 องศาจะเป็นอย่างไร? เดี๋ยวเรามารีวิวไปพร้อมกัน

สัญลักษณ์รีไซเคิล Green for the Better จริงๆ

หลังจากแกะฝากล่องกระดาษด้านหลังออก จะเจอเคสห่อด้วยแผ่นโฟมกันกระแทก พร้อมป้ายบอกวิธีการประกอบใช้งานเคส และของทั้งหมดที่อยู่ในกล่องก็ดังรูปด้านล่างครับ

จะสังเกตเห็นสายรัดเคสสีน้ำตาลกันฝาเปิดเวลาเอาไว้ในกระเป๋าหรือถือไปมา ปากกาสำหรับหน้าจอสัมผัส และที่เสียบปากกาทั่วไป อยู่ในกล่องสีดำเล็กๆ ด้านล่าง

วิธีการใช้งานเคสทั่วไป วิธีการทำความสะอาด และคำเตือนข้อระวังการใช้งานเคส

3 อย่างในกล่องเล็กๆ สายรัด ที่เสียบปากกาทำด้วยพลาสติกสีขาว และปากกาหน้าจอสัมผัส ตามลำดับ

ปากกาหน้าจอสัมผัสสำหรับ iPad ยี่ห้อ Ozaki ที่แถมมากับเคส ถือว่าคุ้มมากทีเดียว ส่วนการใช้งานมีทดสอบให้ดูกันด้านล่างครับ

ดูเทียบขนาดว่าจะจับกันถนัดหรือไม่ ด้ามจะไม่ยาวเหมือนปากกา iPad ยี่ห้ออื่นๆ แต่หลังจากใช้งานแล้ว ถือว่าทำงานได้ดีทีเดียวครับ

ตัวด้ามทำจากอะลูมิเนียม เพื่อให้เกิดการเหนี่ยวนำไฟฟ้าสถิตย์จากนิ้วมือเวลาสัมผัส ทำงานร่วมกับหัวปากกาที่เป็นวัสดุนำไฟฟ้า ซึ่งมองดูเหมือนจะแข็งๆ แต่จับดูแล้วก็นุ่มมือใช้ได้ มีรูปยืนยันการใช้งานด้านล่าง และเนื่องจากผิวหัวปากกาไม่เรียบ พอใช้งานไปนานๆ แล้วไม่แน่ใจว่าจะมีขุยเล็กๆ หลุดออกมาด้วยหรือไม่? แต่ถ้าไม่ซีเรียส มองแค่เป็นตัวแถม และใช้งานอยู่ในเกณฑ์ดีก็ถือว่าเยี่ยมแล้วครับ

มุมมองตัวเคส!

หลังจากแกะตัวเคสออกจากกล่องแล้ว จะมีตัวเคสแค่ชิ้นเดียวยาวปิดครอบคลุมทั้งส่วนด้านหน้าและด้านหลัง

เคสส่วนด้านหน้า

เคสส่วนด้านหลัง สังเกตช่องรูต่างๆ ที่เตรียมไว้รองรับช่องต่อพอร์ตและลำโพง อีกอย่างที่อยู่ตำแหน่งกลางเคสเป็นที่เสียบปากกา จะมีลักษณะนูนออกมาจากตัวเคส มีรูปประกอบด้านล่างอีกแล้ว

ลายที่ทีมงานนำมารีวิวเป็นสีชมพู จะมีลายพื้นด้านในและนอกเป็นวงกลม ส่วนสีอื่นก็จะมีลายพื้นต่างกันออกไป

ด้านข้างเป็นตำแหน่งช่องรูปิด/เปิดเสียง กล้องด้านหลัง และปุ่มปิดเครื่องด้านบน

ส่วนด้านบนเคสเป็นตำแหน่ง หูฟัง ไมโครโฟน และปุ่มปิด/เปิดเครื่อง ตามลำดับ

สังเกตปุ่มมีขนาดค่อยข้างลึกลงไป แต่ไม่ต้องกังวลว่าจะกดลำบาก เพราะช่องมีหน้ากว้าง ใช้นิ้วแตะปิด/เปิดได้ไม่มีปัญหาลองสังเกตจากรูปการใช้งานด้านล่าง และถือว่าเป็นข้อดีสำหรับป้องกันการกระแทก เพราะเคสด้านหลังเป็นพลาสติกแข็ง แต่ภายในเป็นหนังนุ่มต่อเป็นผืนเดียวกันกับส่วนหน้าเคส ดูจากรูปด้านล่าง

เคสฝาหลังด้านในเป็นหนังนุ่ม แต่เคสฝาหลังตรงขอบข้างบริเวณตำแหน่งปุ่มต่างๆ จะไม่มีหนังรอง อาจจะทำให้ตัวเครื่องรอบๆ ริมขอบเป็นรอยจากการสัมผัสพลาสติกแข็งได้

ผิวเคสด้านนอกจะมี 2 แบบ แบบผิวเรียบในวงกลม และผิวเหมือนกำมะหยีด้านนอกวงกลม มองปกติจะเห็นเหมือนผิวหยาบและผิวเรียบ แต่กล้องซูมลงไปจะเห็นดังรูปด้านบน

ผิวด้านนอกและในเคสจะมี 2 ชั้นหลักๆ ประกบกันอยู่ ส่วนผิวด้านในเคสจะมีสีเข้มกว่าด้านนอก จะให้ความรู้สึกสัมผัสที่นุ่มกว่าด้านนอก ดูจากรูปด้านล่างเหมือนมีขุยเล็กๆ ที่ทำให้ผิวดูนุ่มขึ้น ตรงนี้อาจต้องระวังเรื่องความสะอาด ถ้ามีคราบสกปรกฝังลึก เช่น คราบน้ำชากาแฟเลอะอาจจะทำให้ทำความสะอาดได้ยาก แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความนุ่มที่ต้องรองรับส่วนของหน้าจอเวลาปิดเคสด้วย

วิธีประกอบเคสกับเครื่อง new iPad สีขาว

ก่อนอื่นก็ต้องเตรียมเครื่อง new iPad หรือ iPad 2 และเคส Ozaki รุ่น iCoat Slim Y+ ให้พร้อม ประกอบไม่ยากเหมือนเคส iPhone ครับ แค่เอาด้านใดด้านหนึ่่งลงไปก่อน ส่วนด้านที่เหลือก็กดปุ่มให้มีเสียงล็อคดังแคร็กก็เท่านั้น

อีกด้านที่เหลือกดลงเบาๆ ให้มีเสียงล็อคดัง

หลังจากประกอบเสร็จแล้ว ลองสังเกตขอบมุมแต่ละด้าน ถือว่าทำออกมาได้ดีทีเดียว ไม่เยอะไป ไม่น้อยไป มีเลยขอบเกี่ยวตัวเครื่องเฉพาะด้านมุมเคส ด้านข้างแนวยาวขอบเคสจะเสมอไปกับตัวเครื่อง ส่วนด้านบนและล่างจะต่ำกว่าตัวเครื่องเพื่อให้ใช้งานปุ่มต่างๆ ได้สะดวกขึ้น เสร็จแล้วก็พร้อมนำเครื่องออกใช้งานได้เลย..

ทดสอบกับเครื่อง new iPad สีขาว

คราวนี้เรามาดูว่าเคส Ozaki รุ่น iCoat Slim Y+ จะเข้ากับเครื่อง new iPad สีขาวได้เนียนขนาดไหน? จะถูกใจกันหรือไม่?

ส่วนด้านหน้าหลังประกอบเครื่องแล้ว จะเห็นว่าการประกบเคสจะไม่มิดซะทีเดียว เพราะเคสฝาล่าง ส่วนบนและล่างจะต่ำกว่าขอบเครื่อง เพื่อการใช้งานปุ่มต่างๆ ได้สะดวกขึ้น

ด้านข้างตำแหน่งปิด/เปิดฝาหน้าจอ ขอบเคสฝาล่างจะทำออกมาเท่ากับตัวเครื่องพอดี เวลาประกบกับฝาเคสด้านหน้าเลยมิดกันพอดี ถือว่าเก็บงานได้เนียบครับ

ส่วนด้านบนหลังประกอบแล้ว ก็เหมือนกรณีด้านล่างเคส ขอบจะห่างกันเล็กน้อยเพื่อการใช้งาน ผมว่าไม่ต้องสนิทมากก็ได้ครับ แบบนี้กำลังพอดีแล้ว ให้เครื่องได้ระบายอากาศบ้างก็ได้ครับ หรือจะลองเทียบกับ Smart Case ของ Apple ได้ ที่นี่

มุมอีกด้านตำแหน่งแกนพับทำเรียบเป็นผืนเดียวยาวติดกัน สวยดีครับ

มามุมด้านหลังเคร่ืองบ้าง จะสังเกตเห็นที่เสียบปากกานูนเด่นออกมาอย่างชัดเจน เดี๋ยวจะมีรีวิวประกอบส่วนนี้ว่า หลังจากใส่ปากกาแล้วจะเป็นอย่างไรบ้าง?

ส่วนลำโพงและพอร์ตเชื่อมต่อ และรูปด้านล่างเป็นส่วนด้านบนมองจากมุมหลังเคส

จุดที่น่าสนใจ

มองกันชัดๆ กับตำแหน่งปุ่มต่างๆ อันแรกเป็นตำแหน่งพอร์ตเชื่อมต่อ เหลือพื้นที่ใช้งานรอบขอบพอร์ตเยอะทีเดียว คงกลัวว่าจะใช้งานลำบากครับ ก็เป็นไปตามนั้น ใช้งานคล่องดี เคสไม่เกะกะ

ช่องลำโพงก็เหมือนเดิมครับ ไม่ได้มีปัญหาใดๆ

ช่องปิด/เปิดก็ไม่แพ้กัน ใช้งานคล่อง ใครนิ้วก้อยเล็กๆ ปิดได้เต็มร่องเลยทีเดียว

เผื่อช่องไมโครโฟนให้ใช้งานได้ไม่ติดขัด สั่งงานเสียงกับ Siri ได้อย่างชัดเจน

ถึงจะเห็นเป็นรูลึกลงไปในตำแหน่งกล้องด้านหลัง ไม่ต้องห่วงครับ ทดสอบแล้วไม่มีปัญหา ถ่ายรูปได้ชัดแจ๋วไม่มีอะไรปิดวิวสวยๆ แน่นอน

และช่องเสียบหูฟังก็จัดเต็มเช่นกัน

หลังจากดูตำแหน่งสำคัญต่างๆ แล้วก็คงทำให้หลายคนเริ่มสนใจเจ้าเคสนี้กันบ้างแล้ว หลังจากรีวิวถึงจุดนี้ ถือว่า Ozaki รุ่น iCoat Slim Y+ ทำออกมาได้ดีทีเดียวครับ เก็บรายละเอียดได้เนียน สมกับรางวัลการออกแบบที่ได้มาจริงๆ

ถัดไปจะลองนำมาใช้งานในรูปแบบต่างๆ กันบ้าง เพราะยังไม่หมดแค่นี้ ยังมีอะไรดีๆ ที่ซ่อนในเคสนี้อีกเพียบ ตามรีวิวกันต่อได้เลยครับ..

รูปแบบการใช้งาน

ไม่ธรรมดาซะแล้วกับเคส Ozaki รุ่น iCoat Slim Y+ เพราะฝาด้านหน้าเคสนอกจากจะมีแม่เหล็กดูดปิด/เปิดหน้าจอกับ iPad ทำงานเหมือน Smart Cover แล้ว ฝาด้านหน้ายังพับไปมาได้หลายแบบ เพื่อให้การใช้งานประกอบเคสได้หลากหลาย มาแนะนำ 3 แบบดังนี้

แบบที่ 1 ไขว้ด้านหลังดีกว่าไหม?

จีบฝาขึ้นจากด้านข้างดังรูป

เสร็จแล้วก็พับไขว้ไปเก็บไว้ด้านหลัง พร้อมยกตัวเครื่องขึ้นเป็นแนวฐานตั้ง ให้เลือกใช้งานได้ทั้งหน้าจอแบบแนวนอนหรือแนวตั้งได้

ง่ายๆ แค่นี้ครับ ลองพลิกไปมาจะได้หลายแบบ ต่อไปลองสังเกตว่าขอบจอกับพื้นจะไม่ติดกันนะครับ เว้นระยะห่างด้านฝาเคสที่เราพับเก็บด้านหลัง ดังรูปด้านล่าง


แบบที่ 2 แนวนอนแกนราบมุม 3 เหลี่ยม

วิธีนี้ก็เหมือน Smart Cover แค่พับม้วนเป็นรูป 3 เหลี่ยม แล้วตั้งตัวเครื่องขึ้น เหมาะมากกับนอนใช้งานก่อนนอน อันนี้ทำประจำครับ..

ลองเปรียบเทียบกับ Smart Cover ของ Apple ขนาด 3 เหลี่ยมที่ได้ก็ใกล้เคียงกันครับ


แบบที่ 3 แบบตั้งนั่งทำงานบนโต๊ะ

อันนี้ก็คล้ายกับแบบที่ 2 เพียงแค่จับเครื่องตั้งขึ้นเท่านั้น ลองเทียบกับ Smart Cover เช่นเดิม ก็ได้มุมที่ไม่ต่างกัน

ยังมีอีกหลายแบบ ดูวิดีโอประกอบด้านล่าง หรือถ้าเพื่อนๆ คิดประกอบแบบต่างๆ ได้มากกว่าก็แนะนำกันได้เลย

ลักษณะพิเศษเพิ่มเติม

อย่างหนึ่งที่อาจจะมีข้อสงสัย คือ ที่เสียบปากกาด้านหลัง จะมีลักษณะนูนให้มา แล้วถ้าเสียบปากกาเข้าไปจะวางได้หรือไม่? แน่นอนว่าถ้าเสียบก็วางได้แต่ก็จะวางทับปากกาครับ ดังนั้นขณะใช้งานเราก็ไม่น่าจะเสียบไว้ใช่ไหมครับ.. หรือถ้าเสียบไว้ก็เลือกประกอบใช้งานแบบที่ 1 และ 3 ด้านบนก็ไม่มีปัญหาครับ

มาดูวิธีถอดและเสียบปากกาเข้าไปแทนสลักตัวที่แถมมากับเครื่อง จากที่เห็นแค่ดันอีกด้านก็ทำให้สลักหลุดออกมาได้แล้ว

หลังจากนั้นก็เสียบชิ้นที่เราต้องการใช้งานเข้าไป จากรูปด้านล่างเป็นที่เสียบปากกาทั่วไป

และเสียบปากกา iPad สำหรับหน้าจอสัมผัส

อาจจะมีอีกคำถามว่า ถ้าเสียบปากกาค้างแล้ว ตัวตะขอเกี่ยวสลักด้านในจะไปเสียดสีกับตัวเครื่องด้านในหรือไม่? จากรูปประกอบด้านล่างจะเห็นว่าร่องลึกทีเดียวครับ ในแนวราบจมมิดไม่เห็นอะไรเลย นี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมด้านนอกเคสส่วนนี้ถึงได้นูนขึ้นมา ดังนั้นก็ตัดปัญหานี้ไปได้แล้ว

การใช้งานปากกาหน้าจอสัมผัส

ลองมาเทียบปากกา iPad ที่แถมมากับเครื่องกับปากกา iPad ที่มีขายทั่วไป ความยาวก็ตามนั้นครับ ส่วนว่าจะเหมาะมือเวลาเขียนไหม อันนี้ต้องลองพิจารณากันดู หลังการใช้งานแล้วถือว่าทำออกมาดี ใช้งานให้ผลสัมผัสได้เร็วเหมือนปากกาสัมผัสทั่วไป จุดนี้ถือว่าซื้อเคสได้แถมปากกาก็คุ้มครับ

ดูความนุ่มและยืดหยุ่นของหัวปากกาที่แถมมากับเคสกัน ซึ่งจะแตะเบาๆ แล้วค่อยๆ กดลงสัมผัสกับหน้าจอดังรูปด้านล่าง

วิธีทำความสะอาดเคสแบบง่ายๆ

จากหน้าฉลากกล่องด้านนอก จะมีคำอธิบายวิธีทำความสะอาดง่ายๆ ด้วยยางลบชนิดอ่อน จากการทดสอบใช้ดินสอวาดลงที่ตัวเคสดังรูป

แล้วก็ใช้ยางลบจัดการดังรูป ออกเกลี้ยงสะอาดเลยทีเดียว ส่วนรอยเปื้อนอื่นๆ ฝากเพื่อนๆ ช่วยทดสอบต่อด้วยครับ

วิธีถอดเคส

วิธีถอดเคสไม่ยากครับ สังเกตว่าตัวเคสจะยึดตัวเครื่องด้วยตะขอล็อคมุมทั้ง 4 ด้าน เลือกด้านใดด้านหนึ่ง โดยการดันเคสออกจากตัวเครื่องด้านนั้นก่อน เสร็จแล้วตัวเคสก็จะหลุดออกไปเองครับ

สรุปผลการทดสอบ

หลังจากทำการทดสอบแล้ว มาดูรายละเอียดและข้อดีและข้อเสียกันครับ

สรุปรายละเอียด
หัวข้อ รายละเอียด
ลักษณะรวมภายนอก เคสฝาหลังแข็งป้องกันรอยขีดข่วนได้ดี ด้านหน้าจับไม่ลื่นมือ งานประกอบทำดี ประกอบเคสง่าย แกะออกง่าย ติดแน่นไม่หลุด ไม่ลื่นมือ ปากกาที่แถมมากับเครื่องตอบสนองการทำงานได้ดี
วัสดุประกอบเคส ตัวเคสทำจากพลาสติกแข็ง ป้องกันรอยขีดข่วนได้ดี ด้านหน้าเคสทำจากหนังนุ่มมือเวลาสัมผัส กลิ่นหนังอ่อนๆ ไม่ฉุน
งานประกอบ ถือว่าทำออกมาได้ดีทีเดียว ตัวล็อคแน่น ยึดติดเคสไม่หลุดง่าย
ช่องเสียบหูฟัง ช่องเปิดกว้าง ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเสียบเข้า/ออก
ช่องกดปิด/เปิดเครื่อง ช่องเปิดกว้าง ถนัดในการปิด/เปิด
ช่องเพิ่ม/ลดเสียง ช่องเปิดกว้าง สะดวกในการเพิ่ม/ลด
ช่องต่อพอร์ต เสียบเข้าออกได้ดี สะดวกในการใช้งาน
การประกอบ ถือว่าง่ายมาก แค่วางให้ตรงตำแหน่ง ก็กดเข้าล็อคได้เลย
การแกะถอด ทำได้ง่ายเช่นกัน
การดูแลรักษา เคสฝาหลังทำความสะอาดง่าย แต่มีข้อระวังอื่นๆ หลายอย่าง เช่น ห้ามโดนน้ำ ห้ามโดนแสงแดดเป็นเวลานานๆ ห้ามโดนสารเคมีต่างๆ และห้ามวางใกล้อุปกรณ์ให้ความร้อน

ข้อดี

  • รูปลักษณ์ที่สวยงามถือว่าออกแบบได้ลงตัวมาก
  • จุดล็อคทำให้เคสยึดแน่นกับ new iPad ได้ดี และประกอบง่าย รวมถึงถอดเคสง่ายด้วย
  • สะดวกในการใช้งานปุ่มปิิด/เปิดเครื่อง ปรับลด/เพิ่มเสียง และอื่นๆ
  • ด้านหลังเคสทำความสะอาดง่าย และมีความแข็งแรงและทนทานต่อรอยขีดข่วนได้ดี
  • ไม่ต้องซื้อกันรอยรอบเครื่อง เพราะเคสจัดให้แล้ว
  • สามารถนำมาประกอบใช้งานได้หลากหลายแบบ

ข้อเสีย

  • ความสะอาดต้องระวังให้มาก โดยเฉพาะรอยเปื้อนฝังลึก พวกคราบน้ำชา กาแฟต่างๆ
  • ขอบเคสฝาหลังกับตัวเครื่องอาจจะเกิดรอยเสียดสีเวลาใช้งานไปนานๆ เพราะเคสหลังเป็นวัสดุแข็ง
  • สลักด้านหลังตรงที่เสียบปากกา ต้องเก็บไว้ดีๆ อย่าทำหาย เพราะอาจจะทำให้ฝุ่นเข้าเคสได้ถ้าไม่มีอะไรปิดไว้

โดยรวมแล้วถือว่าใช้ดีครับ ลวดลายของเคสทำให้ไม่ลื่นมือ งานประกอบดี หลังจากรีวิวแล้ว ถ้าให้มองกับเคสทั่วๆ ไปราคาพอๆ กัน ถือว่าเคสนี้เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจมากครับ

ราคาสินค้า : 2,590 บาท

หากท่านสนใจสินค้าตัวที่ทีมงานรีวิวนี้สามารถคลิกสั่งซื้อได้ ที่นี

ขอบคุณผู้สนับสนุน www.bbiphone.com ที่ส่งเคสร่วมรีวิวกับ iReview Ads และถ้าท่านใดสนใจให้ทีมงานรีวิวสินค้าก็ติดต่อได้ ที่นี่ เช่นกัน

สำหรับใครที่ได้เคสนี้มาเป็นเจ้าของแล้ว ก็ขอให้สนุกและมีความสุขกับการใช้งานกันทุกคน ถ้ามีอะไรฝากติชม หรือแนะนำเพิ่มเติมก็ขอบคุณมากครับ และเร็วๆ นี้จะมีรีวิวกระเป๋าเท่ห์ๆ อย่าลืมติดตามกันนะครับ